สถานที่ท่องเที่ยวประตูสู่อินโดจีน "หอแก้วสูงเสียดฟ้า ภูผาเทิบแก่งกะเบา แปดเผ่าชนพื้นเมือง ลือเลื่องมะขามหวาน กลองโบราณล้ำเลิศ ถิ่นกำเนิดลำผญา ตระการตาชายโขง เชื่อมโยงอินโดจีน" คำขวัญ ของ จังหวัดมุกดาหาร

  • Breaking News

    สายพระโลหิตมหาราชา

    ราชวงศ์จักรีสถาปนาขึ้นในปีพุทธศักราช 2325 โดยการปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งการเริ่มต้นของราชวงศ์นี้เรียกว่า “ยุครัตนโกสินทร์” หลังจากการสถาปนาราชวงศ์ราว 70 ปีเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศ์บริพัตรสิริวัฒนราชกุมาร พระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชโอรสองค์ที่ 1 ที่ประสูติแต่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ได้ทรงถือพระฤกษ์พระประสูติกาล ในวันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู และต่อมาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    พระปิยมหาราช
     ตลอดระยะเวลาของการครองราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อพัฒนาสยามประเทศอย่างรอบด้าน สร้างพลังทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์จักรีที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ พระองค์เสด็จประพาสต่างประเทศครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2413 โดยเสด็จฯเยือนประเทศสิงคโปร์และชวา (ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน) จากนั้นยังเสด็จฯเยือนประเทศอินเดียและพม่า นอกจากนั้นยังเสด็จประพาสยุโรปถึง 2 ครั้ง เป็นผลให้พระองค์ได้ทรงพบเห็นและตระหนักในแบบแผนการเรียนรู้และการปกครองอย่างตะวันตก ตกผลึกเป็นแนวทางพัฒนาสยามประเทศอย่างรอบด้านเทียมทันกับนานาอารยประเทศนอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จประพาสหัวเมืองใหญ่ เพื่อสำราญพระราชอิริยาบถอย่างสามัญ

     เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะมิให้ผู้ใดทราบว่าเสด็จฯไปที่ใดเป็นสำคัญ ทั้งเพื่อจะทอดพระเนตรเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรและการปฏิบัติหน้าที่ของราชการอย่างแท้จริง และเรียกการประพาสเช่นนี้ว่า “ประพาสต้น”

    ประพาสต้น
    การเสด็จประพาสต้นบ่อยครั้งทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่โดยแท้จริงของปวงประชาราษฎร์ เกิดเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา พลิกมิติการดำเนินชีวิตของประชาชนในสยามประเทศไปสู่การเป็นเสรีชนผ่านพระราชกรณียกิจอันใหญ่หลวงยิ่งอย่าง “การเลิกทาส” และ “การเลิกไพร่” อย่างถาวร

    เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ ลดาวัลย์ (ถึงแก่กรรมแล้ว) ได้ให้สัมภาษณ์หนังสืออนุสาร อ.ส.ท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปีที่ 22 ฉบับที่ 9 เดือนเมษายน พ.ศ. 2525 ฉบับสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ว่า

    “ชีวิตในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตอนนั้น บ้านเมืองของเราก็เจริญรุ่งเรืองไปเรื่อยๆ แต่มันช้าๆ ไม่รวดเร็ววูบวาบเหมือนสมัยนี้ มันเป็นยุคสมัยที่เก่ากำลังจะไปและใหม่กำลังจะมา โดยเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย พระองค์ท่านเป็นประชาธิปไตยที่สุด และเป็นผู้ทรงตั้งต้น แต่พระองค์ท่านทรงทำอย่างผู้ใหญ่ พระทัยเย็น ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ทีละเล็กละน้อย ไม่ได้เปลี่ยนกันอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างเลิกทาสนี่ท่านยังต้องทรงทำเป็นสิบๆ ปี ไม่ได้หักโหมพรวดพราด”

    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการยกย่องจากประชาชนทั่วทุกแว่นแคว้นในพระปรีชาสามารถว่า ทรงเป็นนักปกครองและนักการทูตที่ยิ่งใหญ่ ทรงตัดสินพระทัยพัฒนางานด้านต่างๆ ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล แม้ว่าการไหลเทของวัฒนธรรมตะวันตกจะเข้ามาคุกคามประเทศ แต่พระองค์ทรงยอมรับและทรงสร้างเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สยามประเทศก้าวสู่ความเจริญ ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงใช้วิจารณญาณในการประยุกต์อารยธรรมตะวันตกมาผสมผสานให้กับสังคมไทยอย่างมีชั้นเชิง โดยยึดถือ “ประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปวงชนชาวไทยจึงน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญานาม “พระปิยมหาราช” ซึ่งแปลความหมายว่า “มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก

    หลังการเสด็จสู่สวรรคาลัยเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ได้ราว 17 ปี พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ได้ถือพระประสูติกาลในวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถาะ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช” พระโอรสองค์ที่ 3 ในหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) และสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชโอรสลำดับที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และลำดับที่ 7 ในสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี

    จากเจ้าชายพระองค์น้อย สู่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” สายพระโลหิตแห่งจักรีวงศ์ สายตรงขององค์พระปิยมหาราชที่หล่อเลี้ยงพระวรกาย นับแต่การเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 พระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา การแจ้งประจักษ์ในพระราชหัตถเลขาถึงพระสหายเมื่อครั้งที่ยังทรงศึกษาอยู่ในยุโรปตอนหนึ่งว่า

    “…ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ โดยการทำงานที่นี่ว่า ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการอยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือ คนไทยทั้งปวง”

    จึงปรากฏเป็นพระราชปณิธานสู่ปวงประชาราษฎร์ที่ว่า

    ปฐมบรมราชโองการ
    “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

    นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงถือเอาทุกข์สุขของราษฎรเป็นทุกข์สุขของพระองค์เสมอมา พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ อันเป็นประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทยตลอดพระชนมายุของพระองค์ และพระราชกรณียกิจที่เป็นภาพความทรงจำของคนไทยทั้งประเทศ ภาพที่ไม่อาจลืมเลือนแม้จะผ่านไปนับร้อย นับพันปี ตราบสิ้นอายุขัย คือภาพการเสด็จพระราชดำเนินทุกพื้นที่บนแผ่นดินไทย การเสด็จฯออกจากพระราชวังที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์พร้อมไม่ต่างจากพระอัยกาธิราชเจ้า สู่การดำเนินพระองค์เยี่ยงสามัญ เพื่อเป้าหมายเพียงประการเดียวคือ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร และเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของปวงประชาราษฎร์ทั้งสิ้น

    หัวใจมหาราชาที่เปี่ยมไปด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระองค์มุ่งแก้ปัญหาราษฎรจากต้นเหตุ ทรงพระราชทานอาชีพ พระราชทานโอกาส พระราชทานแบบอย่าง และพระราชทานหัวใจที่มีพลังให้กับประชาชนทั้งประเทศ จนกล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช คือเอกราชา ผู้ทรงเปรียบเสมือน “พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย” ทรงพระปรีชาสามารถในทุกแขนงวิชา ทรงรักและห่วงใยพสกนิกร และแก้ไขปัญหาต่างๆ ทรงริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิต่างๆ

    ทรงค้นคว้า วิจัย การทำฝนเทียม ด้านการเกษตร การชลประทาน การสาธารณสุข และอื่นๆอีกมากมาย ทรงส่งเสริมความรักและสามัคคีให้เกิดในชาติ ทรงดูแลทุกข์สุขประชาชนตลอดพระชนมชีพของพระองค์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงงานหนักมากที่สุดของโลก

    จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 2 มหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” และ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ได้ประทับความจงรักภักดีครองดวงใจคนไทยทั้งชาติมิเสื่อมคลาย

    ตลอด 9 รัชกาลแห่งจักรีวงศ์ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ต่างล้วนทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่บ้านเมืองเป็นอันมาก มิว่าการเปลี่ยนผ่านของแต่ละแผ่นดินจะเป็นเช่นไร

    ไม่มีความคิดเห็น:

    แสดงความคิดเห็น

    Fashion

    Beauty

    Culture